การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน CBL ตอนที่ 4/4
บทความของ ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์
http://www.ajwiriya.com
 


วิธีการสอนแบบ CBL 


 

ในการสอนแบบเดิม ผู้สอนจะมีกำหนดการสอนที่ชัดเจน

ตั้งแต่บทที่ 1 ไปเรื่อยๆ จนจบเนื้อหาในหลักสูตรนั้นๆ

ลักษณะการสอน แยกออกเป็นวิชาอย่างชัดเจน

 

แต่ใน CBL ผู้สอน จะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้บรรยายเนื้อหาต่างๆ อย่างละเอียด 

มาเป็นผู้อำนวยการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ 

แปลงจาก lecturer มาเป็น facilitator ครับ

การสอนทำโดยกระบวนการ 8 ข้อ และบรรยากาศ 9 ข้อ ต่อไปนี้ 

 

กระบวนการ 8 ข้อ

 

  1. สร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นความอยากรู้ Inspiration 
  2. เปิดโอกาสให้ค้นหา รวบรวมข้อมูล แยกแยะและนำมาสร้างเป็นความรู้ Self study
  3. การสอนมักจะทำเมื่อมีคำถาม เป็นการสอนแบบรายคนหรือรายกลุ่ม มากกว่าการสอนรวม
  4. ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสหาทางแก้ปัญหา ด้วยตนเอง individual problem solving 
  5. ใช้เกมส์ให้มีส่วนในการเรียนรู้ในห้องเรียน game-based learning.
  6. แบ่งกลุ่มทำโครงงาน team project.
  7. ให้นำเสนอผลงาน ด้วยวิธีการต่างๆ creative presentation 
  8. ใช้การวัดผลที่เป็นการวัดผลด้านต่างๆ ออกมา ตามเป้าหมายที่ได้ออกแบบไว้ 

Informal assessments and multidimensional assessment Tools.

 

ส่วนบรรยากาศ 9 ข้อ คือ 

  1. ครูควรเหลือเวลาให้เด็กค้นคว้ามากๆ คุยมากๆ นำเสนอมากๆ ใช้เวลาในการสอนให้น้อยลง และมักจะเดินสอนตามกลุ่มมากกว่าสอนรวม 
  2. หลีกเลี่ยงการอธิบายอย่างละเอียด แต่จะพยายามให้เด็กค้นหาคำตอบเอง ครูจึงมักจะตอบคำถาม ด้วยคำถามเพื่อให้เด็กสนใจต่อ
  3. ในการสอนแบบเดิม ผู้เรียนมักกลัวผิด เพราะผู้สอนมักจะมีคำตอบที่ถูกเอาไว้แล้ว ดังนั้นใน CBL ครูจะหลีกเลี่ยงการตัดสินแบบเด็ดขาด เช่น ถูกต้อง  ผิด แต่จะใช้วิธีถามว่า แน่ใจหรือ ทำไมคิดอย่างนั้น หรือ เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรในเรื่องนี้ 
  4. บรรยากาศของ CBL ที่สำคัญมากๆ คือ การสนับสนุนให้คิด 
  5. ใช้เรื่องที่เด็กสนใจเป็นเนื้อหานำ และการค้นคว้า และเนื้อหาวิชาความรู้ตามตำราเป็นตัวตาม
  6. ช่วงเวลาเรียนควรยาวกว่า 90 นาที และอาจเรียนหลายวิชาพร้อมๆ กัน ขึ้นกับปัญหาที่ตั้งเกี่ยวโยงกับวิชาใดบ้าง ครูอาจสอนพร้อมๆ กันทั้ง 2-3 วิชาในห้องเรียนเดียวกัน 
  7. CBL จะเน้นให้เด็กสนใจพัฒนาการตนเองในด้านต่างๆ จึงไม่จำเป็นต้องวัดผลครั้งเดียว ควรมีการวัดผลและรายงานผลให้เด็กรู้และพัฒนาตนเองในแต่ละด้าน
  8. CBL จะได้ผลดีจากความสมัครใจ ความสนใจของเด็ก และความร่วมมือ มากกว่าการบังคับให้รู้ ดังนั้นการตัดคะแนนและลงโทษ เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
  9. ครูจะเป็นผู้รับฟังเรื่องราวที่เด็กคิด นำเสนอ และเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับเด็ก ครูอาจมีการติติง และแสดงความคิดเห็นในจังหวะที่เหมาะสม และสิ่งที่จำเป็นมากๆ คือการให้กำลังใจ

 

ลองมาดูตัวอย่างในทางปฏิบัตินะครับ

เริ่มจาก การออกแบบการสอนครับ 

เดิมนั้น เราสอนเนื้อหาวิชาเพื่อให้เด็กรู้ จดจำและนำไปใช้ 

แต่ด้วย CBL เราจะเริ่มจากการคิดว่า เราต้องการอะไร ในวิชาที่เราจะสอน

เราอยากเห็นเด็กของเราเป็นอย่างไรเมื่อผ่านการเรียนกับเรา  

ซึ่งแน่นอนว่า ต้องมากกว่าแค่เนื้อหาครับ เพราะถ้าจะเอาแค่เนื้อหา เราก็สอนแบบเดิม 

เช่น ในเรื่อง ปัญหาวัยรุ่น ยาเสพติด ความรัก ความรุนแรง 

เรามีเป้าหมายคือ 

  1.  จะให้เขารู้เรื่องเหล่านี้  
  2.  ให้มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ 
  3.  ให้มีทักษะในการคิดสร้างสรรค์
  4.  ให้มีทักษะในการสื่อสาร นำเสนอผลงาน
  5.  ให้มีทักษะในการทำงานร่วมกัน
  6.  ให้มีความรับผิดชอบ 

ดังนั้น แทนที่เราจะสอนโทษของยาเสพติด ชนิดของยาเสพติด

สอนพรหมวิหาร 4 สอนให้ป้องกันการตั้งครรภ์ ฯลฯ

เราจะเปลี่ยนเป็น การใช้กระบวนการ CBL ครับ

คือ 

  1. กระตุ้นความสนใจ ซึ่งอาจใช้เรื่องจากหนังสือพิมพ์ ข่าวทีวี ดาราดัง หรือเรื่องใกล้ตัวที่เด็กสนใจ 
  2. ให้คิดตั้งคำถามหรือ หัวข้อ เพื่อให้เขาค้นคว้าในเรื่องนั้นๆ 
  3. แบ่งกลุ่ม ให้ค้นคว้า 
  4. ระหว่างที่เขาค้นคว้าครูอาจเดินเพื่อคุยและบางกลุ่มต้องการการสอนจากครู 
  5. จากนั้นให้มีการนำเสนอเรื่องที่แต่ละกลุ่มค้นหามา 

ตรงนี้แหละครับสำคัญมาก เด็กที่ออกมาพูดเรื่องยาเสพติด ความรัก ความรุนแรง

แต่ละกลุ่มก็จะจำเนื้อหาต่างๆ ได้เองจากประสบการณ์ในการเรียนรู้ 

และเขาจะคิดได้ว่าเขาควรจะจัดการอย่างไรกับมัน 

เพื่อนๆ ก็จะคอยโหวต ให้คะแนน วิจารณ์ ซักถาม 

ความรู้ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนอาจดีกว่า เหมาะกว่า และเป็นจริงกว่าในตำรา

ที่สำคัญมันเอาไปใช้ในชีวิตเขาได้จริง 

 

มาถึงตรงนี้ครูคณิตศาสตร์อาจบอกว่า วิชาคณิตศาสตร์ทำไม่ได้หรอก 

ผมยืนยันว่าทำได้นะครับ

มีคุณครูคณิตศาสตร์มาอบรมและออกแบบการสอนคณิตศาสตร์แบบ CBL และนำไปใช้ได้ผลดีครับ 

แต่เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดว่าต้องสอนไปทีละบท

มาเป็นการตั้งปัญหาที่เขาต้องเอาคณิตศาสตร์ไปใช้ คือถ้าไม่ใช้คณิตศาสตร์ เขาก็เสียเปรียบ 

 

อาจารย์สอนคณิตศาสตร์โรงเรียนดัง บ่นให้ฟังว่า 

"เด็กเดี๋ยวนี้ไม่สนใจวิชาคณิตศาสตร์เลย เอาแต่จีบสาว พนันบอล เล่นเกมส์ 

อยากใช้การสอนแบบให้ค้นหามานำเสนอแบบที่ผมแนะนำ 

แต่ก็คิดว่าเด็กจะไม่ค้น และคงยิ่งไม่สนใจ"

ผมก็บอกท่านไปว่า 

"ที่เด็กไม่สนใจ ก็เพราะวิธีสอนคณิตศาสตร์ทีละเรื่องตามหลักสูตรนั้นมันเป็นปัญหาทั้งโลกครับ

จะมีแต่เด็กที่สนใจเรียนเท่านั้นจะได้ประโยชน์ 

เขาจึงเสนอแนวทางสอนแบบใหม่เพื่อดึงให้เด็กทั้งหมดมาร่วมกันค้นหาพูดคุย"

 

เด็กที่ไหนในโลกก็เหมือนกันทั้งนั้น คือ ชอบคิด ชอบเม้นท์ ชอบแชร์ 

ลองเอาปัญหาในชีวิตจริงที่เขาสนใจมาเป็นตัวตั้งสิครับ 

แล้วเขาจะเอาคณิตศาสตร์มาช่วยค้นเพื่อให้คำตอบของเขาน่าเชื่อถือ 

เช่น "โอกาสในการเสียกับได้ จากการแทงบอล"

"ให้เขามานำเสนอว่าเกมส์ที่เขาเล่นจะเอาคณิตศาสตร์ไปช่วยให้มีโอกาสชนะได้ไหม"

หรือเรื่องง่ายๆ ในชีวิตจริง เช่น

"เวลาฝนตกคนชอบวิ่งหลบฝน คิดว่าระหว่างค่อยๆ เดินกับวิ่ง อย่างไหนจะเปียกมากกว่ากัน"

"หรือ ลองไปหาเหตุผลมาสิ ว่า 3+5 ที่ไม่เท่ากับ 8 จะมีได้ไหม และมีอะไรแบบไหนบ้าง"

"ถูสบู่ อย่างไรให้ประหยัดที่สุด"

แม้กระทั่ง

"คณิตศาสตร์ เรื่องใดที่จะช่วยให้เธอจีบสาวมีโอกาสสำเร็จได้บ้าง"

รวมทั้งการให้เขามาสอนคณิตศาสตร์ ให้เพื่อนๆ ฟัง แทนที่เราจะเป็นผู้สอน

 

ผมว่าห้องเรียนคณิตศาสตร์จะสนุกขึ้นเยอะ และบางทีเราจะได้เห็นอัจฉริยะกันบ้างละครับ

 

 

ในเรื่องการวัดผลแบบ CBL นี้แตกต่างจากเดิมมากครับ เพราะเราจะแสดงผลการเรียนตามเป้าหมาย

ตัวอย่างเช่น

 

 

ทักษะในการคิดวิเคราะห์

  

 

 

ครั้งที่ 1 ปานกลาง

 

ครั้งที่ 2  ดี

ครั้งที่ 3  ดี

 

ทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น

ครั้งที่ ปรับปรุง

ครั้งที่ 2 ปานกลาง

ครั้งที่ 3 ดี

 

ความรับผิดชอบ

ครั้งที่ 1 ปานกลาง

ครั้งที่ 2 ดี

ครั้งที่ 3 ดี

 

การนำความรู้ในเนื้อหามาใช้

ครั้งที่ 1 ควรปรับปรุง

ครั้งที่ 2 ปานกลาง

ครั้งที่ 3 ดี

 

ทักษะในการคิดสร้างสรรค์

ครั้งที่ 1  ดี

ครั้งที่ 2 ดี

ครั้งที่ 3 ดี 

 

 

คือมีเป้าอะไรก็วัดไปตามนั้นครับ

 

ส่วนถ้าครูต้องการให้มีการสอบวัดเนื้อหา 

ก็จะทำโดยออกข้อสอบปลายเปิด 

ให้เด็กเอาหนังสือเข้าห้องสอบได้เอาอุปกรณ์ต่างๆ เข้าได้

สามารถพูดคุยสักถามกันได้ 

เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับข้อสอบครับ

ถ้าเราออกข้อสอบดี ไม่ใช่ข้อสอบวัดความจำ

เราจะแปลกใจว่า ไม่มีเด็กลอกข้อสอบกันเลย เพราะธรรมชาติไม่มีใครอยากเหมือนใครหรอกครับ 

การเรียนการสอนและการสอบแบบนี้ก็จะกลายเป็นตัวช่วยให้เด็กของเรามุ่งพัฒนาตนเอง

มากกว่าจะแข่งกันท่องจำมาทำเกรด แข่งกัน แบบที่ผ่านมา

 

 

เท่าที่ได้เคยทำ workshop ในเรื่องนี้กับอาจารย์มหาวิทยาลัยและคุณครูในระดับต่างๆ ทุกคนทำได้ครับ 

บางท่านอาจยังติดขัดเรื่อง “ต้องสอนให้ครบเนื้อหา” 

แต่เมื่อได้ลองทำแล้วก็จะเห็นผลว่า เด็กที่เรียนด้วยวิธีนี้ สามารถเรียนรู้ได้เกินเนื้อหา ถ้าเขาสนใจ 

หลายท่านที่บ่นว่า เด็กเดี๋ยวนี้ไม่สนใจเรียน 

เมื่อนำไปใช้ก็แปลกใจว่าเด็กหน้าห้องหลังห้องก็ร่วมกันเรียนรู้ได้อย่างสนุกสนาน 

มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยบางคณะนำไปปรับใช้กันทั้งคณะ 

คือเอากระบวนการ และบรรยากาศไปใช้ผสมกับการเลคเชอร์แบบเดิม 

ท่านบอกว่าเป็นแบบ hybrid ก็ดูดีไปอีกแบบครับ 

ถึงแม้ว่าเราจะมีอาจารย์หลายท่านได้ทำการสอนด้วยวิธีนี้มามากมายหลายกลุ่มแล้ว 

และสามารถยืนยันด้วยว่ากระบวนการและบรรยากาศอย่างนี้แหละครับ

ที่จะช่วยพัฒนาทักษะต่างๆ รวมทั้งความคิดสร้างสรรค์ให้ผู้เรียน 

 

แต่

ผมก็ยังเชื่อว่าไม่มีรูปแบบการสอนที่ดีที่สุดในโลกหรอกครับ

มันอยู่ที่ใครเป็นผู้สอนและใครเป็นผู้เรียน 

มันอยู่ที่สภาพแวดล้อม 

มันขึ้นอยู่กับเป้าหมายของการสอนของคุณครู 

ว่าอยากเห็นเด็กของเราเป็นอย่างไร

 

มีข้อสงสัย หรือต้องการรายละเอียดทางวิชาการเพิ่มเติม 

ผมก็ยินดีครับ และตอนนี้ได้จัดทำ PLC  professional learning community ไว้แล้ว

สำหรับครูอาจารย์ที่สนใจได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ www.facebook.com/ajwiriya

 

 

โครงการอบรมครู “การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน” CBL Train The Teacher 

2 days Workshop with Dr.Wiriyah

http://www.jsfutureclassroom.com/news_detail.php?nid=177